อาทิตย์ 290608 2012
ตอนเดินกลับบ้านกลับบ้านช่วงโพล้เพล้
เพลงใน iPod ดันเล่นเพลงที่ฟังแล้วจ๋อย
เดินหงอยๆกลับบ้าน …..
นี่คือความคิดที่ไม่ได้ติดลบเลยจริงๆนะ
เพราะทั้งหมดที่ประเมินผลออกมา นี่ based on ความจริงล้วนๆ
สิ่งที่แรกที่เห็นได้ชัดเจนอย่างออกนอกหน้านอกตาก็คือ…..
อารมณ์ของเราขึ้นลงตามตานั่น
เค้าจ๋อย เราจ๋อยกว่า
เค้าอารมณ์ดี เรายิ้มได้มากกว่า
เค้าพูดด้วย เราก็ร่าเริงมากเกินระดับปกติ
และถ้าเค้าเมินใส่ เราก็จะ drop ลงไปในทันที….
นี่คือเรื่องจริงที่สุดที่เกิดขึ้นในตอนนี้
ไม่มีอะไรจริงกว่านี้อีกแล้ว
เรารู้ว่ามันไม่ดีกับตัวเอง เพราะไม่ควรเอาชีวิตไปฝากไว้กับใคร
แต่…มันก็เป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว
พยามหาทางกู้ชีวิตตัวเองด้วยความลำบาก…..
ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน ขอเวลาอีกสักพัก
อีกอย่างก็คือ
(แม้ว่านี่อาจเป็นการคิดเอง เออเองส่วนตัว
หรือเพื่อนเราบางคน อาจใช้ประโยคสามัญมาไกล่เกลี่ยเรื่องนี้
แต่ก็ เราไม่ต้องการได้ยินคำพูดที่ว่า แกคิดมากเกินไป-กูรู้ ถ้ากูไม่คิดมาก จะเป็นแบบนี้เหรอ
หรือ อะไรเทือกๆนี้ ที่ฟังแล้วเบื่อมาก)
ถึงแม้ว่า เราจะดีกว่านี้ ดีที่สุด ดีอย่างเหมาะสม หรืออะไรก็ตามแต่
แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร
เพราะทุกอย่างล้วนมากจากความพึงพอใจส่วนบุคคลทั้งนั้น
ถึงเราจะดีกว่านี้ มันก็คงไม่ได้จะเป็นอย่างที่คิดไว้หรอก
เราก็ไม่ได้อยากพาตัวเองอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้
ก็พยามคิดถึง เอาแค่ประมาณไม่ทำร้ายตัวเอง
แต่บางทีเจอบางเรื่อง รับรู้บางเรื่อง หรือแม้บางอย่างเป็นการเรื่องใส่ตัวเอง
มันก็ทำให้เราจุกเหมือนกัน ก็สะเทือนใจไปพักใหญ่ เจ๊งไปหลายวัน
..เหมือนวันนี้ที่หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆเลย
ก็เป็นไงล่ะ เหมือนเช่นเคย เก็บซากกลับมาแทบไม่ทัน
ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ยังงั้น นั่งจืดชืดอยู่ยังงั้น
เราไม่คิดว่า มันจะมีอะไรดีกว่านี้หรอกมั๊ง
ต้องอยู่แบบนี้ต่อไปให้ได้ ก็เท่านั้นเอง
มันตลกตรงที่ว่า เราก็มองมาที่ตานั่นด้วยความรู้สึกดีมาโดยตลอด (มีหมั่นไส้อยู่บ้าง บางที)
ตานั่นก็ยังหลงทางกับ past tense และพยามสร้างความรู้สึกดีให้กับคนในอดีตตลอดเวลา
ส่วนคนในอดีตของตานั่น ก็กำลังสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับอีกคน
ส่วนอีกคนที่ว่า ก็ดูท่าจะไม่ค่อยดีนัก
ฯลฯ
future tense ของคนอื่น
past tense กับคนอื่น
และ
continuous tense กับคนอื่น
ไม่มีใครเป็น present tense ซึ่งกันและกันเลย


