Archive for the ‘My Ordinary’ Category

h1

perhaps truth is nothing but emptiness

November 3, 2009

031109

 

หลังจากลมแรงมากอยู่ไม่กี่วัน

เที่ยงวันนี้อากาศเย็นลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

แดดเปลี่ยนทางและฟ้ามืดเร็วจนรู้สึกได้ คิดว่า คงจะเป็นฤดูหนาวของกรุงเทพแบบจริงจังเสียที

ลมหวิวๆกับอากาศเย็นที่ปลายจมูกมันทำให้เศร้าได้เหมือนกันนะ

และมันอดคิดเรื่องเธอไม่ได้

นานขนาดนี้เรามั่นใจว่าคงไม่มีคำตอบหรือคำอธิบายอะไรแล้วสิ

ไม่มีใครอยากจะรู้ความจริงบ้างหรือไงนะ

 

หลังจากลาออกจากงานแบบจริงจังมาไม่นานนัก

และความคิดที่จะกลับไปทำที่เดิมได้เย็นชืดจืดไปตามวันเวลา

ก็นั่งเคว้งคว้างอยู่บ้านไปวันๆ

สลับกับอ่านเยอรมันกับ listening อย่างละนิดหน่อย

พยามจะขยันแบบจริงจัง เพราะมีอะไรๆที่สำคัญอีกเยอะแต่ยังไม่ได้ทำ

 

แล้วเราก็นับเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกหนึ่งรอบ

 

h1

the earth turns round

January 22, 2009

220109 1544

 

 

อีกหน่อยคงไม่มีใครพูดคำว่าปีใหม่อีกเท่าไหร่นัก

เพราะนี่ก็เกือบจะเข้าเดือนสองเข้าไปแล้ว

แล้วโลกก็หมุนรอบพระอาทิตย์อีกหนึ่งครั้ง

 

 

พ่อนุ้ยเสียเมื่อดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา

บัวโทรมาบอกตอน 9 โงของวันเสาร์

ตอนนั้นอาจจะยังสะลึมสะลืออยู่ แต่ก็ตกใจมาก

นุ้ยเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ปลายๆปีสาม แล้วเราก็คุยกับมันมาโดยตลอด

คุยทุกเรื่อง เรื่องเรียน เรื่องวี เรื่องทำงาน จบมาแล้วคุยกันน้อยลง แต่ก็ยังสนิทใจเหมือนเดิม

 

งงๆอยู่ครึ่งวัน แต่ก็รวบรวมคนที่จะขึ้นไปเชียงใหม่ได้พอสมควร

พวกไอ้พีไปเย็นวันนั้นเลย

เรากับตี้ ไอ้เจดไปบ่ายวันอังคารและกลับคืนนั้นเลย

บรรยากาศก็เศร้าและอึมครึม เพราะว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่สนิทๆกันก็รู้จักพ่อของนุ้ยทั้งนั้น

เคยไปนอนบ้านมันทุกคน พ่อกับแม่นุ้ยก็พาไปเที่ยวด้วย

มันเศร้าจริงๆ

 

ถึงบ้านเช้าวันพุธ แล้วก็หยุดยาวจนถึงวันนี้

 

 

ตอนนี้ชีวิตมีความสุขในระดับปกติ

เรื่องงานก็เคลียร์แล้วมั๊ง

เจอเพื่อนทุกอาทิตย์ ก็เลยมีความร่าเริงในชีวิตเหมือนคนอื่นขึ้นมาบ้าง

เป็น dynamic เป็นความสดใส เป็นสีสัน

ทั้งหมดนี้อาจเรียกรวมได้ว่า ความสุขแบบราบรื่น

h1

เงียบๆ

December 21, 2008

อาทิตย์ 211208 1037

 

 

เมื่อวานปวดหัวมากอยู่ครึ่งวัน

ไม่เคยปวดขนาดนี้มานานแล้ว

ไม่ใช่ไมเกรน และไม่ใช่ปวดสายตา

นอนปวดอยู่นาน ปวดมากจนไม่มีแรงไปหยิบยา

ปวดอยู่ยังงั้น จนหลับไป

 

ใกล้ๆเช้าฝันถึงพวกเพื่อนๆที่มหาลัย ไปภูเก็ตกัน

เห็นทะเล แต่ที่รู้ว่าคงจะเป็นภูเก็ตเพราะมีบัวอยู่ด้วย

ตื่นมายังปวดหนึบๆอยู่นิดหน่อย คว้าผ้าห่มเอาไปซัก (จริงๆซักไปเมื่อาทิตย์ที่แล้ว แต่กลัวเสาร์หน้าจะไม่มีเวลา)

ตอนนี้กำลังนั่งคิดอยู่ว่า วันนี้จะทำอะไรดี

 

 

เมื่อวันศุกร์ไป beer park ที่ esplanade

สนุกดีเหมือนกัน เราคงไม่ไป CTW ละล่ะ เพราะที่นี่ก็โอเค ใกล้ที่ทำงานกว่าด้วย

เจอรุ่นพี่บางคนแต่ขี้เกียจทัก เจอรุ่นน้องวีไอ้พวกเด็กจิตกัมกลุ่มเดิมที่เหมือนจะรู้จักกัน

นึกอยู่นานว่าไอ้กลุ่มนี้มันกลุ่มไหนวะ ถึงนึกออกว่าอ๋อ พวกแก๊งค์เพื่อนมาโนชนั่นเอง

ดีนะ…คู่กรรมที่เราลืมชื่อไปแล้ว ไม่มาด้วย

จะพารานอยด์ทำไมไม่รู้ แต่ก็ระแวง เราไม่ชอบเจอคนรู้จัก

…จริงๆแล้วไม่ชอบเจอคนประเภทเดียวกับวีในที่สาธารณะมากกว่า

 

 

ไม่รู้ตัวว่าเมา ห้าทุ่มเรียกแท๊กซี่กลับบ้าน

ไฮเนเก้นนี่มันร้ายกาจจริงๆ ถึงบ้านจึงรู้ได้ว่า มึนใช้ได้หล่ะวะกู

คิดว่าอาทิตย์หน้าคงไปกินกันอีก….

 

 

จริงๆอาทิตย์ที่ผ่านมามีเรื่องไม่สบายใจมากๆ เครียดมาก

กลับมานอนไม่หลับอยู่หลายวัน

กลับมาร้องไห้ หลังจากหยุดร้องไปตั้งหลายเดือน

กลุ้มๆอยู่ยังงั้น แล้วมันก็หายเอง

ก็คงต้องลองดู….อีกสักพัก แล้วเมื่อถึงเวลา เราจะรู้มั๊ยวะ ว่าควรจะทำยังไง

กลัวตอนนั้นกลับมากลุ้มอีก

ทีนี้ล่ะ คงกลุ้มจริงกว่าวันที่ผ่านมาเยอะเลย

 

อีกสี่วันนิดๆเท่านั้น….

h1

along with winter wind

November 30, 2008

อาทิตย์ 301108 1623
เดือนสุดท้ายจนได้…
อากาศเริ่มกลับมาเย็นอีกครั้งแล้ว
รู้…ว่ามันจะเร็ว แต่ไม่คิดว่าจะหมดปีเร็วขนาดนี้
เราไม่ได้ทำงานมาสี่วัน
เย็นวันอาทิตย์แบบนี้เลยใจไม่ดีเท่าไหร่
พรุ่งนี้ก็วันจันทร์อีกครั้ง อดทนอีกสี่วันจะครบสัปดาห์
ดูทีวี เค้าบอกว่า มันจะเป็นปีที่ดี ถ้าหากเราทำงานดี

ส่วนตัวแล้วปีนี้ดีมั๊ย ?
ไม่แน่ใจ รู้แต่โหดกว่าปีที่แล้วเยอะ
เหตุการณ์ของประเทศและในโลกนี้เปลี่ยนไปมาก
…ในทางที่ไม่ค่อยดี
ทำให้แผนที่เคยคิดไว้ว่าอาจจะทำ ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
ส่วนจะเปลี่ยนไปยังไงนั้น….คิดไม่ออก
แล้วก็เหนื่อยที่จะวางแผนแล้วด้วย
เราคิดถึงวีอยู่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่เยอะแต่เป็นแบบคงที่
ไม่รู้ว่า เพราะชีวิตเราเงียบไป
หรือคิด เพราะคิดถึงจริงจัง ?????
จะว่าไป เราชอบคนง่าย แต่คนที่ชอบอย่างจริงจัง
ก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอก…
ไม่แน่ใจว่าวีจะอยู่ในนั้นด้วยมั๊ย

ตอนนี้ไม่ได้ชอบใครเลย
ไม่มีใครให้โรแมนติค หรือยิ้ม in love
(ยกเว้น Edward Cullen…Twilight…นั่นเค้าเป็นดารานะยะ)
นึกถึงบรรดาคนที่เคยชอบ
ส่วนใหญ่ เป็นอาจารย์ไปแล้ว
บางคนอาชีพเดียวกัน บางคนก็อยู่ในวิชาชีพใกล้เคียง
บางคนเป็นหมอ ….

 

ชีวิตราบเรียบกลมกลืนไปกับลมหนาวจืดๆก่อนจะหมดปี

h1

check point?

October 12, 2008

อาทิตย์ 121008 1856

 

ทุกวันที่ผ่านมาก็เรื่อยเปื่อย เป็นปกติไม่มีอะไรกลุ้มใจเท่าไหร่นัก….

จากที่ปกติมักมีเรื่องให้หนักใจ  ปวดใจอยู่เสมอ

เจ้านายบอกว่าปลายเดือนให้ไปดู site ที่อินเดียกับเผือก

มันก็ดูเป็นโอกาสที่ดี แต่การไป site กับเผือกมักเป็น trip ที่ทรมานเสมอ

เราก็เลยค่อนข้างๆเฉยๆ เอนเอียงไปทางไม่อยากไป

เพราะช่วงนี้อารมณ์.เฉยๆ. อยู่ติดตามตัวเองไปทุกที่

แต่ในเมื่อมันเป็นงาน และเรายังทำงานให้เค้าอยู่…ก็คงต้องไป และทำต่อไป

 

พรุ่งนี้ลาสามวัน

แต่ปรากฏว่าเพราะไอ้งานอินเดียเนี่ยแหล่ะ

เราเลยต้องแวะไปทำงานวันจันทร์ ทั้งๆที่ลาไว้แล้ว

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าลึกๆแล้วก็ห่วงงานนี้อยู่เหมือนกัน

 

ฝนตกเปาะแปะมาได้ไม่กี่วัน สงสัลยเลยทำให้ปลายปีนี้ไม่เศร้าเท่าปีก่อน

เกี่ยวมั๊ยนี่???

 

 

 

เวลาที่มีคนมาเอาใจใส่กว่าปกตินี่มักทำให้เราอึดอัดเสมอ

มันเป็นพฤติกรรมที่เราไม่ชอบเอาเสียเลย

คือมันมาในแบบที่เราไม่ชอบน่ะ

ถ้ามาในแบบที่เรายินดีด้วยมันก็คงดี แต่นี่ไม่ใช่

มันกลายเป็นความไม่สบายกายและไม่สบายใจ

ทำให้เราเบื่อและไม่ชอบที่เค้ามาทำแบบนี้กับเรา

อึดอัดหว่ะ

 

บางทีเลยเกิดความรู้สึกผิดนิดหน่อย

ที่ต้องปฏิเสธแบบทื่อๆไป ก็มันไม่ชอบจริงๆ ไม่รู้จะทำยังไง

หวังว่าคนนั้นคงไม่ได้อึดอัดกับเราหรอกนะ

เพราะเท่าที่จำได้คือ เราก็รักษาระยะหว่างไว้ได้ดีพอสมควร

ไม่อยากให้เค้าอึดอัดกับการที่เราเป็นแบบนี้

 

 

เรื่องตานั่นมีความคืบหน้าด้วยนะ…

คือ นี่ก็ผ่านมา…(นับนิ้ว)..โอ้โห ครึ่งปีแล้ว

ผ่านความสับสนมาก็หลายครั้ง จนสุดท้าย เราก็กลายเป็นเฉยๆไป

คือชอบ มันก็ชอบแหล่ะ แต่ position ที่มีและเป็นอยู่

มันก็เป็นอย่างที่เป็นได้แค่นั้น แค่นั้นอย่างเดียว

ซึ่งเราก็โอเคนะ ก็เป็นเพื่อนกันไป

วันไหนมาเจอกัน คุยกันเยอะ ไปด้วยกัน มีโอกาสก็ไปกัน เราก็ยิ้มๆไป

วันไหนตัวใครตัวมัน ก็ทำงานของตัวเองกันไป

เราก็เฉยๆไง โอเคด้วยซ้ำกับการที่มันเป็นแบบนี้ เจอกันทุกวัน ทำงานกันไป

ไม่ต้องจีบกัน คุยกันปกติมาก

บางวันเราก็ลืมไปด้วยซ้ำว่าเราชอบเค้า

 

จนเกือบเดือนที่ผ่านมา

เราคิดว่าเค้าคงรู้ได้โดยไม่ยากแล้วล่ะ ว่าเราคิดยังไง

แล้วเรายังรู้อีกด้วยว่าเค้าสังเกตเรา ว่าเรายังคิดติดตามเค้าอยู่มั๊ยในระหว่างวัน

คือนะ อย่าทำยังงี้เลย กูชอบมึงแน่นอน

แต่แบบนี้…ถึงเค้าจะไม่ได้ตั้งใจ…เราก็วูบๆวาบๆเหมือนกันนะ

คือไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนตอนที่รู้ตัวว่าชอบเค้าแรกๆหรอก

แต่มันรู้สึกแบบ ทำตัวไม่ค่อยถูกแฮะ

ไม่ต้องเชคเรทติ้ง ยังไงกูก็ชอบมึง มึงแย่กว่านี้กูก็ชอบมึง เข้าใจมั๊ย

 

 

ก็แปลกดีนะ หรือว่าเราคิดไปเองอีกแล้วไม่รู้สิ

มันก็ดูได้ไม่ยาก กับการที่เค้ามองเราด้วยสายตาแบบนั้น

ทำให้รู้ได้ว่า เค้าจับได้แล้วล่ะว่าเราคิดยังไง

เหมือนในเพลงในหนังที่ชอบพูดทำนองว่า “…สายตาเธอที่มองมา ..”ฯลฯ

 

ก็น้ำเน่าแบบตลกๆดีเหมือนกัน

ถามว่าตอนนี้เราคิดยังไง

เราก็คิดกับเค้าแบบเดิม และจะไม่ทำอะไรไปมากกว่านี้ด้วย

ทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะเราไม่คิดว่าเค้าจะมารู้สึกจริงจังอะไรกับเราด้วย

 

ที่มันเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว

คือเรารู้จักกันประมาณนึง เจอกันทุกวัน มีโอกาสก็ค่อยไปเที่ยวกัน

วันไหนไม่ว่าง ก็อยู่กับเพื่อนตัวเองไป

เราไปจีบเค้าไม่ได้ และคิดว่าสุดท้ายแล้ว ที่เป็นแบบนี้มันดีกับเราที่สุด

ถ้าจะมีอะไรมากกว่านี้คงไม่ได้มาจากเราแน่ๆ…

 

 

 

พอโตแล้วหลายๆอย่างมันก็เป็นธรรชาติขึ้นนะ

ว่ามั๊ย

h1

I will make it through the winter

September 16, 2008

อังคาร 160908 1758

 

การได้อยู่บ้านช่วงฤดูฝนเป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ

เราลาพักร้อนสองวัน….เพื่ออยู่บ้านเฉยๆ

พอตกเย็นวันนี้ก็เริ่มใจไม่ดี เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับไปทำงานแล้ว

ครั้งนี้ชีวิตการทำงานมาถึงจุดที่ว่าไม่มีความสุขและเบื่อกับสิ่งที่ทำเต็มทน

…..มันเครียดเกินไปด้วยแหล่ะ

ตอนนี้ได้แต่นั่งนับเวลาถอยหลัง

ถ้าเอาเข้าจริงรีสอร์ทที่พังงาที่ทำอยู่ สักมีนาเมษาก็น่าจะเสร็จ

คงได้จากไปตอนนั้นแหล่ะ ครั้งนี้ก็คิดจริงๆละว่าต้องไปแน่ๆ

 

อีกสามเดือนครึ่งก็หมดปีพอดี

ทุกอย่างเหมือนเดิมเลย

เรายังฟังเพลงซ้ำๆ เป็นเพลย์ลิสตั้งแต่สงกรานต์

เป็นเพลงเดิมๆที่เคยเซฟไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

ทำให้นึกถึงตอนรู้จักตานั่นใหม่ๆ

ตอนที่ยังฟุ้งซ่านกว่านี้…..ตอนนี้เป็นเพื่อนทำงานกันแนบเนียนไปแล้ว

ซึ่งก็ดีกับเรา ถึงแม้ว่าบางทีจะยังพยามแอบซึ้งอยู่คนเดียวบ้างก็ตาม

นี่เราพยามช่วยเค้าเรื่องงานที่อื่นอยู่….

จนตอนนี้ เราว่าเค้าก็ยังไม่ได้สงสัยอะไรอย่างจริงจังหรอก ว่าเราคิดอะไรอยู่

อาจจะตะหงิดๆในใจบ้าง แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอ

เคยคิดว่าจะบอก จะถามเหมือนกัน เพราะก็อยากรู้ว่าเค้าจะรู้ตัวบ้างมั๊ย

 

 

เมื่อวานไปงานอ.ศิลป…..

อยู่ที่มหาลัยแค่ครึ่งชั่วโมง ก็รบหนีออกมา

เพราะเพื่อนส่วนใหญ่เบี้ยวไม่มากัน

แล้วงานมันก็ไม่ค่อยมีอะไรด้วย เพราะว่าติดเรื่องงานพระพี่นางฯ

เราไป เพราะเราคิดถึงมหาลัย ทุกอย่างยังเหมือนเดิมจริงๆด้วย

คิดถึงมหาลัยสีส้มกับหลายๆอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่นั่นในอดีต

 

เราว่าเราห็นวีแว้บๆ คิดว่าน่าจะใช่….

ตอนที่อยู่ที่งาน ก็เกาะนุ้ยแน่น เพราะกลัวต้องเจอวีตามลำพัง

แต่ไม่เจอกันซึ่งๆหน้าก็ดีแล้ว

ถึงแม้ว่า จริงๆแล้วเราจะยังคิดถึงวีอยู่เกือบทุกวันก็ตาม….

พยามไม่คิดอีกแล้วว่า เคยรู้สึกอะไรบ้าง เพราะทั้งหมดมันก็แค่นั้น….

 

 

ตอนนี้แค่อยากอยู่แบบสงบๆเท่านั้นเอง

h1

on the walk

June 26, 2008

พฤหัส 260608 2326

 

 

เกือบจะหมดครึ่งปีแล้ว

 

 

หลายคนทักอีกแล้วว่า

ช่วงนี้-หนึ่งอาทิตย์ โดยประมาณ- เราดูหงิกงอลงไปอย่างชัดเจน

รวมทั้งตานั่น ก็มาเปรยๆว่าชีวิตเราเป็นยังไง

อยากตบหน้ามันสักที แล้วบอกว่า

กูเจ็บปวดจากการชอบมึงมาสักพักแล้ว..โอเคมั๊ย …

..ความเป็นจริงก็คือ เราทำหน้าตาสะลึมสะลือแล้วบอกว่าชีวิตไม่ดีนัก…

 

 

ไม่ได้ไปออกกำลังกายมากี่วันแล้วไม่รู้ เกือบเดือนแล้วมั๊ง

วันนี้ตัดสินใจเลิกทำงาน ทั้งๆที่ไม่เสร็จแล้วไป fitness ดีกว่า

เดินขึ้น skywalk อันใหม่ของอโศก ตัดข้ามแยกขึ้นไป true ได้พอดี

(ท่าทาง california คงจะแอบเซ็ง อีกนิดเดียวจริงๆ)

 

นอกจาก iPod จะเป็นอุปกรณ์สร้างความ lonely แล้ว

ก็เช่นเดียวกับ skywalk….เป็นเส้นทางสร้างความ lonely ได้เหมือนกัน

เดินกระท่อนกระแท่นผ่านแสงสีจำนวนมากของแยกอโศก

ใน ipod ดันเป็นเพลง turn me on ซะด้วย

ดีว่าเหนื่อยมาก ไม่งั้นเดี๋ยวก็เดินร้องห่มร้องไห้อีก

 

ต่อจากนี้ไป ทุกครั้งที่เดินผ่านทางนี้มันจะให้ความรู้สึกเหมือนเดิมรึเปล่าวะ…

แบบนี้ เค้าเรียก first impression ไม่ดีนะเนี่ย

 

ปล. ตอนนี้ชีวิตการทำงานไม่ดีเอามากๆ

h1

will you miss me when I’m gone

June 22, 2008

อาทิตย์ 220608 2142

 

 

เพิ่งรู้ว่า iPod เป็นอุปกรณ์สร้างความ Lonely ได้เป็นอย่างดี…..

 

 

มานั่งคิดเล่นๆ

เรามีของที่ซื้อเพราะตานั่นพอให้สะเทือนใจอยู่พอประมาณ

บางทีก็ซื้อในวันที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน (แต่อยู่หลายคน)

บางทีก็ซื้อในวันที่บังเอิญเจอกัน

หรือก็ซื้อเพราะคำบอกเล่าแนะนำ…

ซึ่งทั้งหมดที่ว่านี้ เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

ว่ามีเรื่องประสาทๆเกิดขึ้นกับอีกคน เพียงเพราะเหตุการณ์ที่ไม่มีที่มาที่ไป

ไม่มีแรงจูงใจใดๆทั้งสิ้น

 

 

เมื่อนั่งคิดดูแล้วก็พบเจอสิ่งของ ได้ดังนี้

(ไม่เรียงลำดับ)

 

4Gb-Silver-Nano iPod

 

น่าจะเป็นของที่แพงที่สุดเลย

ก็แค่อยากหาเรื่องคุย เราเห็นเค้ามี classic สีขาวอยู่อันนึง

ก็เลยถามว่า อยากซื้อ ipod บ้าง เอาอันไหนดี

ตอนแรกตานั่นบอกให้ซื้อ iTouch เราก็เลยบอกว่าคงไม่ไหว

เพราะว่า feature มากเกินความต้องการ

เค้าเลยบอกให้ซ้อ New Nano เราก็เลยถามว่าเอาสีอะไร

ขาวหรือดำ เค้าบอกว่า new nano ไม่มีสีขาว

(ความรู้เรื่อง ipod เราต่ำมาก) เค้าบอกให้ซื้อ silver เพราะ nano ไม่มีสีขาว

สงสัยจะไม่ชอบสีดำ….

ตอนนี้เลยได้ Nano สี Silver มากลิ้งอยู่ในกระเป๋า

ให้เหงา ให้ lonely ให้นั่งร้องไห้ได้เป็นประจำ

เอาไปอวดตานั่น พร้อมกับเคสหน้าตาดีสุดๆ

ก็เหมือนเดิม คู่กรณีไม่เคยรู้เลยว่า รุ่นนี้ชั้นซื้อตามคำแกบอกเลยนะ

ถ้าตอนนั้นมันบอกให้ไปซื้อ shuffle ก็คงจะซื้อตามแน่ๆ

 

Casio รุ่นอะไรไม่รู้ รู้แต่ชอบมาก

 

อันนี้ซื้อวันเงินเดือนออกเดือนที่แล้ว

วันเดียวกับที่เราเดินอ้อมไปครึ่งโลก

ทำเป็นเดินไปส่งตานั่นแถว Starbuck หารู้ไม่ว่า

วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียสติที่สุดของเรา

และจากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็ไม่เคยยิ้มคนเดียวได้เหมือนก่อนอีกเลย

 

หลังจากแยกกันแล้ว เราถึงเดินย้อนมาหาเพื่อน

เห็นไอ้พีใส่ casio เลยอยากได้บ้าง

ถามไปมา เฮ้ยราคาไม่แพง เลยให้มันพาไปซื้อ

ก็ได้อย่างที่ชอบมา (คนละแบบกับไอ้พี)

….เหมือนเดิม ก็ไปอวดตานั่น

แต่ก็ยิ่งกว่าเหมือนเดิม คือแล้วไง ????

โผล่ไปตอนมันอารมณ์ไม่ดีจากแฟนเก่าอีกแล้ว

ก็จ๋อยไป เก็บกลับมาเกือบไม่ทัน

 

 

หนังสือจำนวนหนึ่งที่ซื้อจาก kinokuniya สาขา paragon

 

ครั้งแรก บังเอิญเจอ ในวันศุกร์ฝนตก สภาพเหมือนป้าแมรี่ ป๊อบปิ้นส์

เราหอบหนังสือที่เลือกไว้เต็มสองแขน

มีร่ม หัวยุ่งๆ เพราะเพิ่งตากฝนมา

คุยกันเรื่องงานกับหนังสืออยู่ครึ่งชั่วโมง …. กูพูดไม่รู้เรื่องเพราะตกใจ

พูดรวนมาก พูดเร็วมากด้วย

ไม่คิดว่าจะเจอ…. เราซื้อหนังสือสองเล่ม

ตานั่นซื้ออีกสองเล่ม …. ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็แยกย้ายไปหาเพื่อนของตัวเอง

 

และมีหนังสืออีกจำนวนหนึ่งที่ซื้อทีร้านเดิม สาขาเดิม

แม้ไม่มีตานั่นอยู่ด้วย แต่เป็นการซื้อด้วยความระลึกถึง

เดินเลือกไป ก็คิดถึง(เค้าข้างเดียว)ตามไปด้วย

 

 

ข้าวของอีกเล็กน้อยที่เก็บไว้

 

วันนั้นบังเอิญไปกินเหล้าด้วยกัน….

เราลอกฉลากขวดเบียร์กลับบ้านมาด้วย

ทั้งลีโอ และไฮเนเก้น….. คนก็มองๆว่ามึงทำอะไร

 

คืนนั้นเราซื้อตุ้มหู

จงใจซื้อเลย เพราะอยากมีอะไรติดมือกลับบ้าน จะได้จำวันนั้นได้

 

 

ตานั่นทิ้งฝาซองบุหรี่ไว้ที่โต๊ะ เราก็เก็บกลับบ้าน

แอบไปหยิบนามบัตรเค้ากลับบ้านด้วยเหมือนกัน

 

ก็คงจะไม่โรคจิตเท่าไหร่มั๊ง

 

 

มีอะไรอีกล่ะ….หมดแล้วมั๊ง

 

นอกเหนือจากเพลงที่เราชอบ

เพราะเวลาฟังแล้วนึกถึงตานั่น ก็คงหมดแล้ว

 

อ้อ..

นอกเหนือจากเสื้อบางตัวที่บังเอิญชอบเป็นการส่วนตัว

แล้วดันไปคล้ายๆกับซื้อตานั่นก็คงจะหมดแล้วหล่ะ…

 

h1

forget me not

June 18, 2008

พุธ 180608 2159

 

ตานั่นกลับมาวันแรกของฤดูฝนพอดี….

 

 

 

ทั้งๆที่เครื่องลงตอนเช้ามาก

แต่ก็คิดแปลกๆว่าเค้าอาจจะเข้าออฟฟิซตอนบ่ายวันอังคาร

ไม่คิดว่ามันจะมาจริงๆ

…..ก็ดีใจที่ได้เจอกันอีก ถึงแม้ว่า จะหายกันไปแค่สามวันกว่าๆเท่านั้น

 

 

วันนี้เขียนไว้เผื่อลืม

เขียนไว้เผื่ออนาคต

เขียนเผื่อเอาไว้ วันไหนคิดฟุ้งซ่านแล้วรู้สึกแย่

จะได้กลับมาอ่าน ไม่ว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้มันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

 

 

ตั้งแต่วันอังคารที่เห็นเค้าเดินโซซัดโซกลับมา

เราก็รู้โดยทันทีว่า กูชอบเค้าอย่างแน่นอน ไม่ต้องถามซ้ำ

 

การได้พบเจอเค้าอยู่เป็นประจำเป็นสิ่งดีในหนึ่งวัน

ถึงแม้ว่าบางวันที่ไม่ได้คุยกันเลย

แต่การเห็นเค้า มันก็ทำให้เรา…

อาจจะไม่ถึงขั้นมีความสุข แต่มันก็แอบยิ้ม

และหลายครั้งที่เห็นเค้าจืดๆไป เราก็เศร้าๆตามกันไปเหมือนกัน

เศร้ามากเลย คิดถึงตอนที่เศร้าไปด้วยก็อยากจะร้องไห้อีกรอบ

คือทำไม มันถึงขั้นต้องเสียน้ำตาด้วยวะ

 

อาทิตย์ที่แล้ว พอฟังมันเล่าๆเรื่องหัวใจของมันเราก็แอบจ๋อย

จ๋อยไปเลย เมาแอ้กกลับบ้านอยู่สองวัน (เมานิดเดียว พาตัวเองกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย)

 

เค้าจะรู้มั๊ยนะ ว่าคนที่เราพูดถึงในตอนนั้น ก็ตัวเค้านั่นแหล่ะ

ที่เราพูดย้ำอยู่ได้ว่าไม่เป็นไร ไม่แคร์น่ะ

จริงๆแล้วกูโคดจะเป็นอะไรเลย เพียงแต่ ตอนนั้นฟังเค้าพูดถึงเรื่องของเค้า

เราก็เจ็บใจไง มันเลยต้องเฟคว่าเราไม่เป็นอะไร

……..คือ กูนี่อยากเลิกห่วงมึงมากกว่าตัวเองมากเลยนะ

จริงๆ

 

 

เดี๋ยวคอยดู

อาทิตย์หน้าก็คงจะร้องไห้อีกแหงๆ…..

 

 

 

 

h1

fine friday with you

May 19, 2008

จันทร์ 190508 2134

 

Dear,

The somebody who
Could make me be true, 
And could make me be blue.

 

นอนฟังเสียงฝนตกอยู่ครึ่งวัน

ผ่านไป เกือบครึ่งปีแบบไม่ทันรู้ตัว

 

วันศุกร์

หลังจากชีวิตผ่านความทุกข์ระทมจากงานมาติดต่อกันหลายสิบวัน

ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทำไม อะไรมันจะยากเย็นขนาดนี้

นั่งเซ็งๆคนที่ทำงานด้วยอยู่ครึ่งวัน

นั่งเรื่อยๆแบบไม่แคร์ใครอีกครึ่งวัน

ตอนเย็นไปกินข้าวกับแก๊งที่ออฟฟิศ

ไปกันหลายคนอยู่เหมือนกัน ตาคนนั้นก็ไปด้วย

ไอ้เราก็ดีใจ๊ ดีใจ ตานั่นกินเยอะมากจริงๆ

กินข้าวไป กินเบียร์ไป สี่ทุ่มร้านปิดเฉยเลย

ไอ้เราก็ยืนงงๆกัน แบบอะไรวะ ยังไม่สาแก่ใจเลย นานๆจะได้มากินกันสักที

คนจำนวนหนึ่งก็แยกกลับบ้านไป

แต่เรากับคนที่เหลือและตานั่นด้วย ยังไม่อยากจะกลับกัน

เพราะแหม สี่ทุ่มนี่มันครึ่งๆกลางๆนะ

พรุ่งนี้เรานานๆจะมีโอกาสได้หยุดกับเค้าบ้าง

….คิดกันอยู่นานว่าจะเอายังไง

 

ต้องขอบอกว่า มันเป็นอีกหนึ่งคืนผลิกผันของเราอีกครั้งหนึ่ง

(เหมือนตอนเรื่องวี เมื่อหลายปีก่อน)

พอดีว่า ตาคนนั้นมีคอนโดอยู่แถวนั้นพอดี

เราเลยพากันไปกินเหล้าต่อที่นั่น ดูชีวิตขี้เมาเหมือนตอนเรียนเลย

เราก็ยืนกระซิบกระซาบกับโบว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ

งงๆกันไป กินกันจนตีสอง คนอีกพวกหนึ่งก็แยกกลับบ้านกันไป

เหลือพวกเรากินเหล้า

เล่นไพ่บ้าบออะไรไม่รู้ จนหกโมงเช้า แล้วนอนตอนเจ็ดโมงกว่า

 

เราไม่ได้กลับบ้าน นั่งกินเหล้าครึ่งคืน ไม่นอนจนเช้า ที่คอนโดของคนที่แอบชอบ

ถึงจะไม่ได้อยู่กันตามลำพัง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกดีเหมือนกัน

คือมันสภาพเยินมากเลยนะ เช้ามาไม่ได้อาบน้ำ อยู่ชุดเดิม

ตื่นมาเจอกันตอนเก้าโมง ก็หัวเราะๆขำๆกันไป

กินข้าวตอนสายๆแล้วแยกกันกลับบ้าน….. ผ่านไปหนึ่งคืนและหนึ่งวัน

ตอนนี้เค้าคงพอรู้แล้วแหล่ะ ว่าเราคิดยังไง

 

 

วันอาทิตย์

 

เจอกันอีกครั้ง

แต่เดี๋ยวก่อน ไปกันเป็นกลุ่มอีกแล้ว กลุ่มเดิมที่เพิ่งอยู่กันทั้งคืน

ตอนที่คิดว่าจะไปก็ยังไม่รู้หรอกว่าเค้าจะไปด้วย

แต่ก็แอบดีใจนิดหน่อยที่ เออ ได้เจอกันอีกแล้ว

ไอ้พวกเพื่อนเรามันก็บิ้วสถาการณ์กันซะเหลือเกิน

เราก็อึดอัดนิดหน่อย เพราะเราไม่อยากให้เค้าอึดอัดกับเรื่องเราไง

….ป่านนี้เค้าคงรู้แล้วจริงๆ

 

 

เราก็…สองสามวันที่เจอมามันก็ happy ดีนะ

เพราะเราชอบเค้าไง ได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกันมากขึ้นแบบนี้มันก็ดี

ก็ยังคิดๆอยู่ว่า จะทำยังไงต่อไปดี

เป็นเพื่อนมันต้องดีกว่าอยู่แล้วแหล่ะ

แต่ไอ้การที่เราชอบเค้านี่มันก็ชอบทำให้ใจไขว้เขวอยู่หลายครั้ง

และบางครั้งการได้รับรู้บางเรื่องของเค้าก็ทำเราสะเทือนใจอยู่เหมือนกัน

ได้แต่คิดว่า ถ้าจะเอาดีทางนี้ ก็ต้องเข้าใจมันหน่อยน่ะนะ….