h1

I will make it through the winter

September 16, 2008

อังคาร 160908 1758

 

การได้อยู่บ้านช่วงฤดูฝนเป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ

เราลาพักร้อนสองวัน….เพื่ออยู่บ้านเฉยๆ

พอตกเย็นวันนี้ก็เริ่มใจไม่ดี เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับไปทำงานแล้ว

ครั้งนี้ชีวิตการทำงานมาถึงจุดที่ว่าไม่มีความสุขและเบื่อกับสิ่งที่ทำเต็มทน

…..มันเครียดเกินไปด้วยแหล่ะ

ตอนนี้ได้แต่นั่งนับเวลาถอยหลัง

ถ้าเอาเข้าจริงรีสอร์ทที่พังงาที่ทำอยู่ สักมีนาเมษาก็น่าจะเสร็จ

คงได้จากไปตอนนั้นแหล่ะ ครั้งนี้ก็คิดจริงๆละว่าต้องไปแน่ๆ

 

อีกสามเดือนครึ่งก็หมดปีพอดี

ทุกอย่างเหมือนเดิมเลย

เรายังฟังเพลงซ้ำๆ เป็นเพลย์ลิสตั้งแต่สงกรานต์

เป็นเพลงเดิมๆที่เคยเซฟไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

ทำให้นึกถึงตอนรู้จักตานั่นใหม่ๆ

ตอนที่ยังฟุ้งซ่านกว่านี้…..ตอนนี้เป็นเพื่อนทำงานกันแนบเนียนไปแล้ว

ซึ่งก็ดีกับเรา ถึงแม้ว่าบางทีจะยังพยามแอบซึ้งอยู่คนเดียวบ้างก็ตาม

นี่เราพยามช่วยเค้าเรื่องงานที่อื่นอยู่….

จนตอนนี้ เราว่าเค้าก็ยังไม่ได้สงสัยอะไรอย่างจริงจังหรอก ว่าเราคิดอะไรอยู่

อาจจะตะหงิดๆในใจบ้าง แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอ

เคยคิดว่าจะบอก จะถามเหมือนกัน เพราะก็อยากรู้ว่าเค้าจะรู้ตัวบ้างมั๊ย

 

 

เมื่อวานไปงานอ.ศิลป…..

อยู่ที่มหาลัยแค่ครึ่งชั่วโมง ก็รบหนีออกมา

เพราะเพื่อนส่วนใหญ่เบี้ยวไม่มากัน

แล้วงานมันก็ไม่ค่อยมีอะไรด้วย เพราะว่าติดเรื่องงานพระพี่นางฯ

เราไป เพราะเราคิดถึงมหาลัย ทุกอย่างยังเหมือนเดิมจริงๆด้วย

คิดถึงมหาลัยสีส้มกับหลายๆอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่นั่นในอดีต

 

เราว่าเราห็นวีแว้บๆ คิดว่าน่าจะใช่….

ตอนที่อยู่ที่งาน ก็เกาะนุ้ยแน่น เพราะกลัวต้องเจอวีตามลำพัง

แต่ไม่เจอกันซึ่งๆหน้าก็ดีแล้ว

ถึงแม้ว่า จริงๆแล้วเราจะยังคิดถึงวีอยู่เกือบทุกวันก็ตาม….

พยามไม่คิดอีกแล้วว่า เคยรู้สึกอะไรบ้าง เพราะทั้งหมดมันก็แค่นั้น….

 

 

ตอนนี้แค่อยากอยู่แบบสงบๆเท่านั้นเอง

h1

based on true feeling

June 29, 2008

อาทิตย์ 290608 2012

 

ตอนเดินกลับบ้านกลับบ้านช่วงโพล้เพล้

เพลงใน iPod ดันเล่นเพลงที่ฟังแล้วจ๋อย

เดินหงอยๆกลับบ้าน …..

 

 

นี่คือความคิดที่ไม่ได้ติดลบเลยจริงๆนะ

เพราะทั้งหมดที่ประเมินผลออกมา นี่ based on ความจริงล้วนๆ

 

 

สิ่งที่แรกที่เห็นได้ชัดเจนอย่างออกนอกหน้านอกตาก็คือ…..

อารมณ์ของเราขึ้นลงตามตานั่น

 

เค้าจ๋อย เราจ๋อยกว่า

เค้าอารมณ์ดี เรายิ้มได้มากกว่า

 

เค้าพูดด้วย เราก็ร่าเริงมากเกินระดับปกติ

และถ้าเค้าเมินใส่ เราก็จะ drop ลงไปในทันที….

 

 

นี่คือเรื่องจริงที่สุดที่เกิดขึ้นในตอนนี้

ไม่มีอะไรจริงกว่านี้อีกแล้ว

เรารู้ว่ามันไม่ดีกับตัวเอง เพราะไม่ควรเอาชีวิตไปฝากไว้กับใคร

แต่…มันก็เป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว

พยามหาทางกู้ชีวิตตัวเองด้วยความลำบาก…..

ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน ขอเวลาอีกสักพัก

 

 

 

อีกอย่างก็คือ

(แม้ว่านี่อาจเป็นการคิดเอง เออเองส่วนตัว

หรือเพื่อนเราบางคน อาจใช้ประโยคสามัญมาไกล่เกลี่ยเรื่องนี้

แต่ก็ เราไม่ต้องการได้ยินคำพูดที่ว่า แกคิดมากเกินไป-กูรู้ ถ้ากูไม่คิดมาก จะเป็นแบบนี้เหรอ

หรือ อะไรเทือกๆนี้ ที่ฟังแล้วเบื่อมาก)

 

ถึงแม้ว่า เราจะดีกว่านี้ ดีที่สุด ดีอย่างเหมาะสม หรืออะไรก็ตามแต่

แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

เพราะทุกอย่างล้วนมากจากความพึงพอใจส่วนบุคคลทั้งนั้น

ถึงเราจะดีกว่านี้ มันก็คงไม่ได้จะเป็นอย่างที่คิดไว้หรอก

 

 

 

เราก็ไม่ได้อยากพาตัวเองอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้

ก็พยามคิดถึง เอาแค่ประมาณไม่ทำร้ายตัวเอง

แต่บางทีเจอบางเรื่อง รับรู้บางเรื่อง หรือแม้บางอย่างเป็นการเรื่องใส่ตัวเอง

มันก็ทำให้เราจุกเหมือนกัน ก็สะเทือนใจไปพักใหญ่ เจ๊งไปหลายวัน

..เหมือนวันนี้ที่หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆเลย

ก็เป็นไงล่ะ เหมือนเช่นเคย เก็บซากกลับมาแทบไม่ทัน

ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ยังงั้น นั่งจืดชืดอยู่ยังงั้น

 

 

เราไม่คิดว่า มันจะมีอะไรดีกว่านี้หรอกมั๊ง

ต้องอยู่แบบนี้ต่อไปให้ได้ ก็เท่านั้นเอง

มันตลกตรงที่ว่า เราก็มองมาที่ตานั่นด้วยความรู้สึกดีมาโดยตลอด (มีหมั่นไส้อยู่บ้าง บางที)

ตานั่นก็ยังหลงทางกับ past tense และพยามสร้างความรู้สึกดีให้กับคนในอดีตตลอดเวลา

ส่วนคนในอดีตของตานั่น ก็กำลังสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับอีกคน

ส่วนอีกคนที่ว่า ก็ดูท่าจะไม่ค่อยดีนัก

 

ฯลฯ

 

future tense ของคนอื่น

past tense กับคนอื่น

และ

continuous tense กับคนอื่น

 

 

ไม่มีใครเป็น present tense ซึ่งกันและกันเลย

h1

on the walk

June 26, 2008

พฤหัส 260608 2326

 

 

เกือบจะหมดครึ่งปีแล้ว

 

 

หลายคนทักอีกแล้วว่า

ช่วงนี้-หนึ่งอาทิตย์ โดยประมาณ- เราดูหงิกงอลงไปอย่างชัดเจน

รวมทั้งตานั่น ก็มาเปรยๆว่าชีวิตเราเป็นยังไง

อยากตบหน้ามันสักที แล้วบอกว่า

กูเจ็บปวดจากการชอบมึงมาสักพักแล้ว..โอเคมั๊ย …

..ความเป็นจริงก็คือ เราทำหน้าตาสะลึมสะลือแล้วบอกว่าชีวิตไม่ดีนัก…

 

 

ไม่ได้ไปออกกำลังกายมากี่วันแล้วไม่รู้ เกือบเดือนแล้วมั๊ง

วันนี้ตัดสินใจเลิกทำงาน ทั้งๆที่ไม่เสร็จแล้วไป fitness ดีกว่า

เดินขึ้น skywalk อันใหม่ของอโศก ตัดข้ามแยกขึ้นไป true ได้พอดี

(ท่าทาง california คงจะแอบเซ็ง อีกนิดเดียวจริงๆ)

 

นอกจาก iPod จะเป็นอุปกรณ์สร้างความ lonely แล้ว

ก็เช่นเดียวกับ skywalk….เป็นเส้นทางสร้างความ lonely ได้เหมือนกัน

เดินกระท่อนกระแท่นผ่านแสงสีจำนวนมากของแยกอโศก

ใน ipod ดันเป็นเพลง turn me on ซะด้วย

ดีว่าเหนื่อยมาก ไม่งั้นเดี๋ยวก็เดินร้องห่มร้องไห้อีก

 

ต่อจากนี้ไป ทุกครั้งที่เดินผ่านทางนี้มันจะให้ความรู้สึกเหมือนเดิมรึเปล่าวะ…

แบบนี้ เค้าเรียก first impression ไม่ดีนะเนี่ย

 

ปล. ตอนนี้ชีวิตการทำงานไม่ดีเอามากๆ

h1

will you miss me when I’m gone

June 22, 2008

อาทิตย์ 220608 2142

 

 

เพิ่งรู้ว่า iPod เป็นอุปกรณ์สร้างความ Lonely ได้เป็นอย่างดี…..

 

 

มานั่งคิดเล่นๆ

เรามีของที่ซื้อเพราะตานั่นพอให้สะเทือนใจอยู่พอประมาณ

บางทีก็ซื้อในวันที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน (แต่อยู่หลายคน)

บางทีก็ซื้อในวันที่บังเอิญเจอกัน

หรือก็ซื้อเพราะคำบอกเล่าแนะนำ…

ซึ่งทั้งหมดที่ว่านี้ เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

ว่ามีเรื่องประสาทๆเกิดขึ้นกับอีกคน เพียงเพราะเหตุการณ์ที่ไม่มีที่มาที่ไป

ไม่มีแรงจูงใจใดๆทั้งสิ้น

 

 

เมื่อนั่งคิดดูแล้วก็พบเจอสิ่งของ ได้ดังนี้

(ไม่เรียงลำดับ)

 

4Gb-Silver-Nano iPod

 

น่าจะเป็นของที่แพงที่สุดเลย

ก็แค่อยากหาเรื่องคุย เราเห็นเค้ามี classic สีขาวอยู่อันนึง

ก็เลยถามว่า อยากซื้อ ipod บ้าง เอาอันไหนดี

ตอนแรกตานั่นบอกให้ซื้อ iTouch เราก็เลยบอกว่าคงไม่ไหว

เพราะว่า feature มากเกินความต้องการ

เค้าเลยบอกให้ซ้อ New Nano เราก็เลยถามว่าเอาสีอะไร

ขาวหรือดำ เค้าบอกว่า new nano ไม่มีสีขาว

(ความรู้เรื่อง ipod เราต่ำมาก) เค้าบอกให้ซื้อ silver เพราะ nano ไม่มีสีขาว

สงสัยจะไม่ชอบสีดำ….

ตอนนี้เลยได้ Nano สี Silver มากลิ้งอยู่ในกระเป๋า

ให้เหงา ให้ lonely ให้นั่งร้องไห้ได้เป็นประจำ

เอาไปอวดตานั่น พร้อมกับเคสหน้าตาดีสุดๆ

ก็เหมือนเดิม คู่กรณีไม่เคยรู้เลยว่า รุ่นนี้ชั้นซื้อตามคำแกบอกเลยนะ

ถ้าตอนนั้นมันบอกให้ไปซื้อ shuffle ก็คงจะซื้อตามแน่ๆ

 

Casio รุ่นอะไรไม่รู้ รู้แต่ชอบมาก

 

อันนี้ซื้อวันเงินเดือนออกเดือนที่แล้ว

วันเดียวกับที่เราเดินอ้อมไปครึ่งโลก

ทำเป็นเดินไปส่งตานั่นแถว Starbuck หารู้ไม่ว่า

วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียสติที่สุดของเรา

และจากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็ไม่เคยยิ้มคนเดียวได้เหมือนก่อนอีกเลย

 

หลังจากแยกกันแล้ว เราถึงเดินย้อนมาหาเพื่อน

เห็นไอ้พีใส่ casio เลยอยากได้บ้าง

ถามไปมา เฮ้ยราคาไม่แพง เลยให้มันพาไปซื้อ

ก็ได้อย่างที่ชอบมา (คนละแบบกับไอ้พี)

….เหมือนเดิม ก็ไปอวดตานั่น

แต่ก็ยิ่งกว่าเหมือนเดิม คือแล้วไง ????

โผล่ไปตอนมันอารมณ์ไม่ดีจากแฟนเก่าอีกแล้ว

ก็จ๋อยไป เก็บกลับมาเกือบไม่ทัน

 

 

หนังสือจำนวนหนึ่งที่ซื้อจาก kinokuniya สาขา paragon

 

ครั้งแรก บังเอิญเจอ ในวันศุกร์ฝนตก สภาพเหมือนป้าแมรี่ ป๊อบปิ้นส์

เราหอบหนังสือที่เลือกไว้เต็มสองแขน

มีร่ม หัวยุ่งๆ เพราะเพิ่งตากฝนมา

คุยกันเรื่องงานกับหนังสืออยู่ครึ่งชั่วโมง …. กูพูดไม่รู้เรื่องเพราะตกใจ

พูดรวนมาก พูดเร็วมากด้วย

ไม่คิดว่าจะเจอ…. เราซื้อหนังสือสองเล่ม

ตานั่นซื้ออีกสองเล่ม …. ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็แยกย้ายไปหาเพื่อนของตัวเอง

 

และมีหนังสืออีกจำนวนหนึ่งที่ซื้อทีร้านเดิม สาขาเดิม

แม้ไม่มีตานั่นอยู่ด้วย แต่เป็นการซื้อด้วยความระลึกถึง

เดินเลือกไป ก็คิดถึง(เค้าข้างเดียว)ตามไปด้วย

 

 

ข้าวของอีกเล็กน้อยที่เก็บไว้

 

วันนั้นบังเอิญไปกินเหล้าด้วยกัน….

เราลอกฉลากขวดเบียร์กลับบ้านมาด้วย

ทั้งลีโอ และไฮเนเก้น….. คนก็มองๆว่ามึงทำอะไร

 

คืนนั้นเราซื้อตุ้มหู

จงใจซื้อเลย เพราะอยากมีอะไรติดมือกลับบ้าน จะได้จำวันนั้นได้

 

 

ตานั่นทิ้งฝาซองบุหรี่ไว้ที่โต๊ะ เราก็เก็บกลับบ้าน

แอบไปหยิบนามบัตรเค้ากลับบ้านด้วยเหมือนกัน

 

ก็คงจะไม่โรคจิตเท่าไหร่มั๊ง

 

 

มีอะไรอีกล่ะ….หมดแล้วมั๊ง

 

นอกเหนือจากเพลงที่เราชอบ

เพราะเวลาฟังแล้วนึกถึงตานั่น ก็คงหมดแล้ว

 

อ้อ..

นอกเหนือจากเสื้อบางตัวที่บังเอิญชอบเป็นการส่วนตัว

แล้วดันไปคล้ายๆกับซื้อตานั่นก็คงจะหมดแล้วหล่ะ…

 

h1

forget me not

June 18, 2008

พุธ 180608 2159

 

ตานั่นกลับมาวันแรกของฤดูฝนพอดี….

 

 

 

ทั้งๆที่เครื่องลงตอนเช้ามาก

แต่ก็คิดแปลกๆว่าเค้าอาจจะเข้าออฟฟิซตอนบ่ายวันอังคาร

ไม่คิดว่ามันจะมาจริงๆ

…..ก็ดีใจที่ได้เจอกันอีก ถึงแม้ว่า จะหายกันไปแค่สามวันกว่าๆเท่านั้น

 

 

วันนี้เขียนไว้เผื่อลืม

เขียนไว้เผื่ออนาคต

เขียนเผื่อเอาไว้ วันไหนคิดฟุ้งซ่านแล้วรู้สึกแย่

จะได้กลับมาอ่าน ไม่ว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้มันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

 

 

ตั้งแต่วันอังคารที่เห็นเค้าเดินโซซัดโซกลับมา

เราก็รู้โดยทันทีว่า กูชอบเค้าอย่างแน่นอน ไม่ต้องถามซ้ำ

 

การได้พบเจอเค้าอยู่เป็นประจำเป็นสิ่งดีในหนึ่งวัน

ถึงแม้ว่าบางวันที่ไม่ได้คุยกันเลย

แต่การเห็นเค้า มันก็ทำให้เรา…

อาจจะไม่ถึงขั้นมีความสุข แต่มันก็แอบยิ้ม

และหลายครั้งที่เห็นเค้าจืดๆไป เราก็เศร้าๆตามกันไปเหมือนกัน

เศร้ามากเลย คิดถึงตอนที่เศร้าไปด้วยก็อยากจะร้องไห้อีกรอบ

คือทำไม มันถึงขั้นต้องเสียน้ำตาด้วยวะ

 

อาทิตย์ที่แล้ว พอฟังมันเล่าๆเรื่องหัวใจของมันเราก็แอบจ๋อย

จ๋อยไปเลย เมาแอ้กกลับบ้านอยู่สองวัน (เมานิดเดียว พาตัวเองกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย)

 

เค้าจะรู้มั๊ยนะ ว่าคนที่เราพูดถึงในตอนนั้น ก็ตัวเค้านั่นแหล่ะ

ที่เราพูดย้ำอยู่ได้ว่าไม่เป็นไร ไม่แคร์น่ะ

จริงๆแล้วกูโคดจะเป็นอะไรเลย เพียงแต่ ตอนนั้นฟังเค้าพูดถึงเรื่องของเค้า

เราก็เจ็บใจไง มันเลยต้องเฟคว่าเราไม่เป็นอะไร

……..คือ กูนี่อยากเลิกห่วงมึงมากกว่าตัวเองมากเลยนะ

จริงๆ

 

 

เดี๋ยวคอยดู

อาทิตย์หน้าก็คงจะร้องไห้อีกแหงๆ…..

 

 

 

 

h1

ค่ำคืนไหนก็ยังห่างไกลเหมือนเดิม

June 8, 2008

อาทิตย์ 080608 2127

 

วันนี้คุณน้องชายจะกลับมาแล้ว

แต่เราคงไม่ไปรับเพราะเครื่องลงดึกมาก

ไปแล้วเราก็คงจะหน้าบูดเหมือนตอนไปส่งมันเพราะง่วง

 

 

เสาร์ อาทิตย์ก็เศร้า เหงากันไปตามเรื่อง

บอกตามตรงเป็นเพราะคิดถึงตานั่นน่ะแหล่ะ…..
เฮ้อ กูนะกู

 

บางทีก็เฉยๆ ขำๆ แต่บางทีก็เศร้า นั่งร้องไห้เหมือนกัน

ไม่เข้าใจตัวเอง

ขนาดเจอกันทุกวันเรายังคิดถึงเค้าเลย…

 

 

 

หัวใจล่องลอยไม่ค่อยอยู่กับที่เท่าไหร่

เราจะติดเหล้ามั๊ยนะ ?

หลังๆซื้อแอลกอลฮอล์ขวดย่อมเยาว์ติดกลับมากินด้วยบ่อย

เพราะอยากให้หัวมึนๆคิดอะไรไม่ออก จะได้ไม่ต้องคิดอะไร

เคว้งมากๆจะได้หลับไปเลย

 

 

 

 

อาทิตย์ที่แล้วไปดูดวง

คิดไว้นานว่าอยากไปดูกับคนนี้

ก็เออตลกดี หมอดูคงจะแม่นจริงๆ

เราดูดวงแล้วสบายใจนะ บางอย่างมันก็ช่วยให้คิดอะไรได้ดีขึ้น

 

หมอดูให้เขียนชื่อกับขอดูรูปตานั่น

เราก็รู้อยู่แล้วว่าเค้าจะทำแบบนี้ เพราะบัวเล่าให้ฟัง

ก็เขียนไป

แล้วก็เอารูปจากมือถือที่ถ่ายมืดๆ

ถ่ายจากข้างหลังที่มองไม่ค่อยเห็นหน้าตอนกินเหล้าด้วยกันให้ดู

เค้าก็บอกว่า อ๋อน้องรัก เค้าไม่ใช่คู่น้องแน่ๆ

พอดูรูปที่ถ่าย ก็ยังย้ำซ้ำเติมกูอีกว่า เค้าไม่ชอบน้อชัวร์ๆ พันเปอร์เซนต์

ไอ้เราก็เหวอ แต่ก็ยังหัวเราะได้อยู่

มันขำจริงๆ แล้วเราก็คิดอยู่แล้วว่าเค้าไม่ชอบเรา

บอกแล้วว่าเค้าไม่ชอบเราหรอก ไม่ต้องให้หมอดูบอกก็รู้

หมอดูยังบอกอีกว่า จะแย่งชิงก็ได้ แต่สุดท้ายจะไม่ได้เค้ามา

เราก็แบบ สะอึกไป แต่ยังหัวเราะได้อยู่

ขอบใจนะ กูยิ่งกล้าๆกลัวๆอยู่ เจอยังงี้แล้วก็เออ คงจะไม่ไหวจริงๆ

 

ก่อนกลับยังย้ำอีกว่า เค้าไม่ชอบเราแน่

กูแอบ เออ ก็เผื่อใจไว้แล้ว เลยสะเทือนแค่พอเป็นพิธี

กลับบ้านไปก็ไม่เศร้านะ

แต่บางทีมันก็จ๋อยไง

แบบ ชอบเค้าจริงๆนี่นา….

 

แล้วเราจะเป็นเพื่อนกันมากกว่านี้ได้มั๊ย

ไม่ต้องคบกันก็ได้ แม้เราจะอยากทำให้ชีวิตของมัน happy ขึ้นก็เถอะ

หรือแม้แต่บางทีก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้

บอกแล้วว่า ก็ชอบเค้านี่นา

 

แต่ที่ทำได้ในตอนนี้ คือสงสัยไปวันๆว่าเราจะเป็นเพื่อนกันมากกว่านี้ได้มั๊ย

 

ลำบากใจจริงๆ

h1

จ๋อย

June 3, 2008

อังคาร 030608 2237

 

 

วันนี้หยุดงานหนึ่งวัน

เพราะเป็นเมนส์ และเป็นใจไม่ปกติอยู่หลายวัน

 

เรื่องของเรื่องที่เป็นเรื่องจริงก็คือ

1. อารมณ์เราไม่ปกติ เนื่องจากใกล้เป็นเมนส์

2. เราก็ใจไม่ค่อยดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเรื่องตานั่น

 

ผสมปนกัน ก็ได้แต่ความคลั่งส่วนเกิน ที่ไม่ได้อะไรนอกจากร้องไห้อยู่ตามลำพัง

ไม่ได้อะไรเลย

ไม่มีอะไรดีขึ้นด้วย

เรื่องเน่าก็ยังเน่าอยู่ยังงั้น

ใจฟุ้งซ่านคิดมากเกินไปก็ยังคิดอยู่ยังงั้น

คนนั้นก็ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่อยู่ยังงั้น

มีแต่เราที่เป็นบ้าอยู่คนเดียว

 

 

 

พบว่าการคุยกับเพื่อน ทำให้เรื่องสับสนในใจดีขึ้น…บางส่วน

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

มีเรื่องตื่นเต้นหัวใจนิดหน่อย

แต่สุดท้ายก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความอารมณ์ไม่ดี

ไอ้เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร บังเอิญได้ขึ้นรถไฟฟ้าไปกับตานั่นสองคน

เราก็คุยไปเรื่อยเปื่อย เรื่องงานนั่นนี่

เดินไปเป็นเพื่อนกันตั้งแต่พารากอนจนถึง starbuck ที่ K Bank

ซึ่งออกนอกเส้นทางเราไปพอสมควร เพราะเรานัดเพื่อนที่สยาม

เห็นมันบ่นว่าเบื่อๆ อารมณ์เสีย เศร้าๆ เราก็เลยกลุ้มใจไปด้วย

ไม่ได้รู้ตัวเลย ว่ามันบอกว่าเศร้าชีวิต เพราะไปขอคืนดีกับแฟนเก่า

แต่ดูท่าคงจะไม่ค่อยรอด มันก็เลยหงุดหงิดอารมณ์เสีย

 

พอมารู้ยังงี้ทีหลัง เราก็จ๋อยไง อะไรวะ

คืออะไรของมันวะ แล้วก็เป็นบ้าอะไรของกูเนี่ย

โกรธมันด้วย โกรธตัวเองด้วย

งง ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป ก็เป็นบ้าอยู่สองวัน

ร้องไห้ไร้สติสองวัน

วันจันทร์ไปทำงานแบบไม่สมประกอบ

เพื่อนที่ทำงานก็ทักกัน ว่ามึงปกติมั๊ยเนี่ย ดูไม่ดีเลย

เราก็ไม่รู้เราเป็นอะไรเหมือนกัน

รู้แต่เสียใจ เสียใจเรื่องไหนก็ไม่รู้

หรือเสียใจที่เห็นมันยังติดกับแฟนเก่าที่เค้าทิ้งมันไปก็ไม่รู้

ซึ่งก็ แล้วไงอ่ะ หน้าที่ของแกก็เปล่า

เรื่องของเราก็ไม่ใช่ จะไปเศร้าใจทำไม

แต่ก็เศร้าไปแล้ว ร้องไห้ไปแล้ว จ๋อยไปแล้ว

วันนี้ไม่ไปทำงานซะเลย เมนส์มาพอดีด้วย…

 

 

 

สี่โมงออกไปหาบัว…

ไปทั้งตัวบวม เป็นเมนส์ยังงั้นแหล่ะ

ก็เล่าให้มันฟัง ว่าแย่แล้ว กูเป็นบ้าอีกแล้ว

มันก็พยามชี้แจงความเป็นจริง โดยยกตัวอย่างของตัวมันเองให้ฟัง

เราก็เลย เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ก็รู้สึกโอเคขึ้นแหล่ะ

ยังไม่หาย เพราะกลุ้มอยู่ แต่ก็เข้าอกเข้าใจมากขึ้น

 

โบโทรมาชวนไปกินพิซซ่า เพราะแกงค์นั้นเค้าไปกัน

ตอนแรกเราว่าจะตามไปด้วย แม้จะออกนอกเส้นทางกลับบ้านก็เหอะ

แต่เปลี่ยนใจไม่ไป เพราะคิดๆดูก็ออกจะประสาทนิดหน่อย

คือถ้าเราตามไปนี่เพราะอยากเจอตานั่นล้วนๆไม่มีเหตุผลอื่น

แต่แล้วไงวะ พรุ่งนี้ก็ได้เจออยู่แล้ว

ดีไม่ดี ไปวันนี้ แทนที่จะเริ่มหาย เราอาจเป็นบ้าอีกครั้งก็ได้

ก็เลยเดินซื้อของจนหมดตัวแล้วก็กลับบ้าน

 

 

เราไม่รู้จริงๆว่าเราเป็นบ้าอะไรขึ้นมา

บัวบอกว่าเป็นเรื่องปกติถ้าเค้าจะยังใยดีกับรักครั้งเก่า

ตอนนี้ใครมาสนใจก็คงคิดไม่ทันหรอก เพราะเค้าเศร้าอยู่

แต่เราก็กลุ้มๆไง

ปกติก็ไม่ใช่ว่าดี หรือมีอะไรให้ลุ้น

เราเองมันก็ห่วยเองด้วย ทำอะไรไม่ค่อยเป็น

มันก็คงไปไหนไม่ได้ไกลกว่านี้

ในเมื่ออีกฝ่ายนึง แม้ไม่ปฎิเสธ แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้น

และอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นอีบื้อบ้าใบ้ ไปแล้ว

 

มันจะมีอะไรเหลือให้ติดตามตอนต่อไปล่ะ???

 

แบบนี้มันก็ท้อนะเว้ย

ใจจะชอบเค้าแค่ไหน แต่ใจมันไม่สู้ไปแล้ว

มาเจอแบบนี้ เราก็เจ๊งสนิทถ้างั้นเค้าจะรู้ไม่รู้ ก็ไม่สำคัญแล้ว

 

ตอนนี้เรื่องสำคัญคือ เราคิดยังไง และจะทำยังไงมากกว่า

ซึ่งบอกตามตรง ก็คิดไม่ออก

ช่วงนี้คิดอะไรหลายอย่างไม่ค่อยมองเห็นทางออก

เรื่องงานก็ด้วย เรื่องตานั่นก็ช่วยกันซ้ำเติม

กูสับสนชีวิตตัวเองเป็นอย่างที่สุด

 

 

ในเมื่อพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานเจอกันอีกแล้ว

ตานั่นก็ไม่รู้เป็นยังไงบ้าง

วันนี้ถามโบ มันก็ว่าเค้าดูปกติสุขดี

คงเหลือกูนี่แหล่ะ เป็นอีเพิ้ง

 

 

จะทำยังไงต่อไปดีวะกูเนี่ย

h1

born on a blue day

May 25, 2008

อาทิตย์ 250508

 

เศร้าๆชีวิตอยู่สองวัน

รู้สึก lonely ไม่รูว่าเพราะมันเศร้าจริงๆ หรือว่าเพราะใกล้เป็นเมนส์

เมื่อวานเจอตานั่นอย่างไม่ตั้งใจ…ที่ทำงาน

ไม่คิดว่าเค้าจะมาไง แต่นึกไปนึกมา มีส่งงานสิ้นเดือนใกล้ๆกัน

…… ทำไม มันเจอหน้ากันแล้วเรารู้สึกเศร้าวะ

 

ทั้งๆที่เค้าก็ไม่ได้ทำอะไร negative กับเราเลยนะ

หรือเรามันก็แค่คิดมากไปเกินความจริง เป็นยังงี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าวะ

 

โอเค เราชอบเค้าแน่ๆ

แค่นี้ก็ลำบากใจจะแย่อยู่แล้ว

บวกกับด้วยความไม่กล้าของเรา ทำให้อะไรๆมันก็แย่เข้าไปอีก

ซึ่งไม่รู้จะไม่กล้าไปทำไม ในเมื่อเค้าก็รู้แล้วแหล่ะว่าเราคิดยังไง

แม้ว่าอาจจะยังไม่ได้ยืนยันเป็นคำพูดจากเรา

แต่ก็เชื่อว่า เค้าคงรู้ได้ไม่ยาก

 

 

นี่แหล่ะที่ทำให้เราเศร้า

ซึ่งมันไร้สาระ และไม่มีเหตุผลอย่างมากๆกับการที่

1. เราชอบเค้า

2. เราไม่กล้าลงมือทำอะไรและพูดอะไร

3. เค้าก็รู้แล้วด้วยว่าเราคิดยังไง

4. เค้ารู้แล้ว เค้าไม่ได้วิ่งหนี แต่ก็ไม่ได้เดินเข้ามา

5. ดูเหมือนเค้า ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้….ในตอนนี้

 

ถ้าไม่เข้าใจ ให้อ่านใหม่อีกครั้ง

และจะพบว่า

ความเศร้าใจที่เกิดขึ้นทั้งหมดของเรา ช่างไร้สาระ ไม่มีเหตุผลและขาดหลักการที่สุดในโลก…..

 

 

จะเศร้าทำไมวะเนี่ย

เป็นความกลุ้มใจ ไม่รู้จะพาตัวเองไปทางไหน

คงได้แต่ยืนมองตาปริบๆไปวันๆ

 

 

โบบอกว่า แกก็บอกเค้าไปเลย

เราก็ด้วยความเป็นหญิงสาวอนุรักษ์นิยม ก็ไม่กล้าไง

แบบ … ถ้าบอกไป เดี๋ยวเค้าตกใจ ตั้งตัวไม่ทั

กลัวเค้าอึดอัดด้วย

อีกอย่าง ถ้าเค้าไม่โอเค เราก็คงจะ..อาจจะย่ำแย่อยู่พอสมควร

มันกระอักกระอ่วนใจนะ เพราะมันต้องมาให้เจอหน้ากันเกือบทุกวัน

 

โบมันก็ เอ้า แกจะได้รู้ไปเลยว่าเค้าจะเอายังไงกับแก จะชอบแก จะไม่ชอบแก

ถ้าเค้าไม่ แกจะได้เลิกๆชอบไปซะ

 

เราก็นั่งกลืนน้ำลาย แบบว่า คงทำยังงั้นไม่ไหว

ตัดเป็นตัดตาย เสี่ยงภัยขั้นสูงขนาดนั้นทำไม่เป็น

ยอมอยู่แบบบ้าๆบอๆแบบนี้ดีกว่า

เพราะในเคสนี้ บริบทมันละเอียดอ่อนว่าปกติ….

 

 

เราชอบเค้ามากๆ แน่นอน มั่นใจเลย

ก็คิดแบบหญิงๆอ่ะนะ ว่า ถ้าเค้ามีเรา เค้าจะ happy กับชีวิตมากกว่านี้แน่ๆ

ชีวิตเค้าจะคล่องตัวมากกว่านี้แน่ๆ

แต่ถ้าคิดโดยใช้เหตุผลเข้าช่วย

ก็อาจจะพบได้ว่า บางที เค้าอาจจะไม่ต้องการชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น

หรือไม่ได้ต้องการชีวิตที่สบายกว่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ก็ได้

 

ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับว่า..ทำไมเค้ายังอยู่เฉยๆ ไม่วิ่งหนี และไม่เดินมา

 

 

เราคาดหวังกับตัวเองมากไปอีกแล้วใช่มั๊ย

หรือคิดมากเกินความเป็นจริงวะ

 

 

แต่มันเศร้า ไม่รู้เพราะอะไร

อยากรู้ว่าทำไมเศร้า เศร้าเพราะเรื่องอะไรกันแน่

ก็เลยคิดไปเรื่อยๆ ยิ่งคิดมันก็เศร้าไปกันใหญ่

อยากหายเศร้า แต่คิดไม่ออกและไม่เข้าใจว่ามันเกิดเพราะอะไร

 

เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึก lonely ที่สุด….

อยากจะเข้าใจตัวเองให้มากกว่านี้

h1

fine friday with you

May 19, 2008

จันทร์ 190508 2134

 

Dear,

The somebody who
Could make me be true, 
And could make me be blue.

 

นอนฟังเสียงฝนตกอยู่ครึ่งวัน

ผ่านไป เกือบครึ่งปีแบบไม่ทันรู้ตัว

 

วันศุกร์

หลังจากชีวิตผ่านความทุกข์ระทมจากงานมาติดต่อกันหลายสิบวัน

ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทำไม อะไรมันจะยากเย็นขนาดนี้

นั่งเซ็งๆคนที่ทำงานด้วยอยู่ครึ่งวัน

นั่งเรื่อยๆแบบไม่แคร์ใครอีกครึ่งวัน

ตอนเย็นไปกินข้าวกับแก๊งที่ออฟฟิศ

ไปกันหลายคนอยู่เหมือนกัน ตาคนนั้นก็ไปด้วย

ไอ้เราก็ดีใจ๊ ดีใจ ตานั่นกินเยอะมากจริงๆ

กินข้าวไป กินเบียร์ไป สี่ทุ่มร้านปิดเฉยเลย

ไอ้เราก็ยืนงงๆกัน แบบอะไรวะ ยังไม่สาแก่ใจเลย นานๆจะได้มากินกันสักที

คนจำนวนหนึ่งก็แยกกลับบ้านไป

แต่เรากับคนที่เหลือและตานั่นด้วย ยังไม่อยากจะกลับกัน

เพราะแหม สี่ทุ่มนี่มันครึ่งๆกลางๆนะ

พรุ่งนี้เรานานๆจะมีโอกาสได้หยุดกับเค้าบ้าง

….คิดกันอยู่นานว่าจะเอายังไง

 

ต้องขอบอกว่า มันเป็นอีกหนึ่งคืนผลิกผันของเราอีกครั้งหนึ่ง

(เหมือนตอนเรื่องวี เมื่อหลายปีก่อน)

พอดีว่า ตาคนนั้นมีคอนโดอยู่แถวนั้นพอดี

เราเลยพากันไปกินเหล้าต่อที่นั่น ดูชีวิตขี้เมาเหมือนตอนเรียนเลย

เราก็ยืนกระซิบกระซาบกับโบว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ

งงๆกันไป กินกันจนตีสอง คนอีกพวกหนึ่งก็แยกกลับบ้านกันไป

เหลือพวกเรากินเหล้า

เล่นไพ่บ้าบออะไรไม่รู้ จนหกโมงเช้า แล้วนอนตอนเจ็ดโมงกว่า

 

เราไม่ได้กลับบ้าน นั่งกินเหล้าครึ่งคืน ไม่นอนจนเช้า ที่คอนโดของคนที่แอบชอบ

ถึงจะไม่ได้อยู่กันตามลำพัง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกดีเหมือนกัน

คือมันสภาพเยินมากเลยนะ เช้ามาไม่ได้อาบน้ำ อยู่ชุดเดิม

ตื่นมาเจอกันตอนเก้าโมง ก็หัวเราะๆขำๆกันไป

กินข้าวตอนสายๆแล้วแยกกันกลับบ้าน….. ผ่านไปหนึ่งคืนและหนึ่งวัน

ตอนนี้เค้าคงพอรู้แล้วแหล่ะ ว่าเราคิดยังไง

 

 

วันอาทิตย์

 

เจอกันอีกครั้ง

แต่เดี๋ยวก่อน ไปกันเป็นกลุ่มอีกแล้ว กลุ่มเดิมที่เพิ่งอยู่กันทั้งคืน

ตอนที่คิดว่าจะไปก็ยังไม่รู้หรอกว่าเค้าจะไปด้วย

แต่ก็แอบดีใจนิดหน่อยที่ เออ ได้เจอกันอีกแล้ว

ไอ้พวกเพื่อนเรามันก็บิ้วสถาการณ์กันซะเหลือเกิน

เราก็อึดอัดนิดหน่อย เพราะเราไม่อยากให้เค้าอึดอัดกับเรื่องเราไง

….ป่านนี้เค้าคงรู้แล้วจริงๆ

 

 

เราก็…สองสามวันที่เจอมามันก็ happy ดีนะ

เพราะเราชอบเค้าไง ได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกันมากขึ้นแบบนี้มันก็ดี

ก็ยังคิดๆอยู่ว่า จะทำยังไงต่อไปดี

เป็นเพื่อนมันต้องดีกว่าอยู่แล้วแหล่ะ

แต่ไอ้การที่เราชอบเค้านี่มันก็ชอบทำให้ใจไขว้เขวอยู่หลายครั้ง

และบางครั้งการได้รับรู้บางเรื่องของเค้าก็ทำเราสะเทือนใจอยู่เหมือนกัน

ได้แต่คิดว่า ถ้าจะเอาดีทางนี้ ก็ต้องเข้าใจมันหน่อยน่ะนะ….

 

 

h1

in love with you

May 11, 2008

อาทิตย์ 110508 1753

 

 

ฝนตกเปาะแปะตลอดเวลาตั้งแต่เที่ยง

วันนี้ได้หยุดหนึ่งวันหลังจากการทำงานที่น่าเบื่ออันแสนยาวนาน

พรุ่งนี้เริ่มชีวิตที่กระอักกระอ่วนอีกครั้ง ไปอีกห้าวันห้าคืน

และยาวไปจนจบสิ้นเดือน

เฮ้อ จะไหวมั๊ยเนี่ย

 

 

คิดถึงคนนั้นในเย็นวันอาทิตย์แบบนี้

ไม่จำเป็นต้องคิดกันก็ได้ เพราะพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้ว

 

ซึ่งเราก็ยังสงสัยอยู่ทุกวัน ว่าเค้าจะแอบคิดสงสัยเราบ้างเหมือนกันมั๊ย

แต่ยังไม่อยากอธิบายสิ่งที่เรารู้สึกในตอนนี้

แค่คิดว่ายังไม่พร้อมที่จะบอกเท่านั้นเอง

รออะไรบางอย่างให้มั่นใจกว่านี้ก่อน น่าจะดี

(แม้ว่าระหว่างนี้ จะอยากให้เค้ารู้ก็ตาม)

 

สงสัยอย่างนึง ?

ต้องทำมากแค่ไหน  ถึงจะมากพอให้อีกคนหนึ่งรู้ว่าเรารู้สึกยังไง

 

นอกจากอาการของคนแอบชอบคนอื่นแล้ว

อย่างอื่นที่เราค้นพบ(ที่อาจจะปกติ) คือเราชอบแอบดูเวลาเค้านั่งคิดงาน

ชอบแอบมองเวลาเค้าทำงาน เป็นความสุขใจ

และเป็นความเพลินเพลินใจเล็กน้อยส่วนตัว

สารภาพเลยว่า เคยไปค้นแบบบนโต๊ะเค้าอยู่หลายครั้ง

แม้ว่าโต๊ะเค้าจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น

แต่การได้เห็น drawing ที่มันเขียนแล้วเราก็แอบเขิน (ไม่รู้จะเขินทำไม)

รู้สึกชอบ drawing ของเค้า ….

 

วันๆนึง ระหว่างทำงานเราไม่ค่อยได้พูดกับใคร

เพราะอยู่ดีๆก็งานเยอะตลอดเวลาอย่างช่วยไม่ได้

หาโมเม้นร่วมกันไม่ค่อยได้ นอกจากตอนเย็นๆที่คนอื่นเค้าเลิกงาน

ก็พอได้สนทนาบ้างเล็กน้อย สิบนาที สิบห้านาทีก็ว่าไป

แม้ว่าจะนั่งใกล้กัน แต่เค้าก็มีกลุ่มแฮงคของเค้า เราก็มีกลุ่มของเรา

ในระหว่างวัน เราก็ยังแอบๆมอง

ติดตามชีวิตการทำงานของเค้าในหนึ่งวันอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ยังดีที่ หลังๆมานี่ก็คุยกันเยอะขึ้น

อย่างนึงที่เหมือนเดิม คือเราก็ยังกล้าๆกลัวๆอยู่เหมือนเดิม

หวังว่าจะมีโอกาสมากขึ้นๆ

และก็หวังว่ามันจะเป็นสิ่งดี

 

 

ก็เหมือนที่เค้าพูโถงคนที่เค้าชอบว่า

‘I just like her and I wanna know her more.’

 

เราฟังแล้วก็แอบสะเทือนใจเล็กน้อย

เพราะเราก็ชอบเค้า และรู้สึกในแบบเดียวกันกับประโยคที่เค้าพูด

เพียงแค่ เค้ารู้อย่างนี้กับคนอื่น

แต่เรารู้สึกแบบนี้กับเค้า

…เท่านั้นเอง